non-fic


ถึงเธอคนนั้น



ช่วงเวลาที่ผมจรดปากกาเขียนจดหมายฉบับนี้ก็ย่างเข้าสู่ยามราตรีแล้ว ท้องฟ้ายามค่ำคืนของที่นี่เต็มไปด้วยหมู่ดาวที่พร่างพราวเรียงร้อยกันอยู่นับล้านดวงอวดแสงสวยงามให้ผู้คนที่อยู่บนผืนดินแหงนชมห่างๆ แสงระยิบระยับทอประกายอ่อนโยนราวกับจะเอื้อมมือคว้าเอามาครอบครอง ไว้แนบกายได้ทำให้จู่ๆผมก็นึกถึงเธอขึ้นมาในทันที น่าแปลกที่ในช่วงเวลาที่แสนโรแมนติกเช่นนี้ผมกลับมีแต่ความเหงาเกาะกุมจิตใจจนต้องมานั่งบรรยายเรื่องที่เพิ่งได้พบเห็นผ่านจดหมายฉบับนี้

อรุณรุ่งของวันนี้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวในสถานที่ที่ผมเคยรู้จักเพียงภาพถ่ายและหนังสือเล่มเล็กซึ่งมีชื่ออยู่บนหน้าปกว่าป่าชายเลนด้วยความตื่นเต้นผมเลยตื่นแต่เช้าเพื่อหวังจะไปรับอากาศบริสุทธิ์ที่นั่น ผมไปถึงประมาณ๗.๐๐นาฬิกาแล้วก็ได้พบว่าประตูทางเข้าเปิดตามเวลาราชการคือ ๘.๓๐ นาฬิกาและปิด ๑๗.๐๐ ผมจึงฉลองความไม่รู้ของตัวเองด้วยการไปทานอาหารฆ่าเวลาในร้านแถบตัวเมืองจังหวัดชลบุรีเสียสักชั่วโมงแล้วจึงย้อนกลับมาที่ป่าชายเลนแห่งนี้เพื่อเดินเตร็ดเตร่ถ่ายรูปป้ายต่างๆและเก็บบรรยากาศภายนอกมาฝากเธอ

ป่าชายเลนแห่งนี้อยู่ในจังหวัดชลบุรี เธอคงนึกไม่ถึงใช่ไหมว่าในจังหวัดนี้มีป่าชายเลนกับเขาด้วย ในตอนแรกผมก็คิดแบบเธอและติดจะไม่เชื่อคนที่บอกผมมา แต่ว่า..สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น ณ ตอนนี้ผมได้มาสัมผัสกับตัวเองแล้ว แม้จะไม่เคยเห็นตามจังหวัดอื่นๆแต่ผมคิดว่าความสวยงามของที่นี่คงไม่แพ้ที่ใด

ด้านหน้าของป่าชายเลนเป็นดินเลนสีเทาเข้มส่งกลิ่นฉุนแก๊ส มีต้นโกงกางจิ๋วที่เพิ่งปลูกได้ไม่นานรายรอบอยู่ใต้สะพานยาว บ้างก็มีป้ายปักว่าเป็นต้นโกงกางที่ปลูกโดยโรงเรียนประจำจังหวัดบ้างก็เหลือแต่ตอหักๆไม่สามารถระบุผู้นำโครงการได้ โกงกางต้นน้อยลู่ใบตามลมทะเลที่พัดแผ่วๆราวกับจะทักทายและต้อนรับผมซึ่งเป็นผู้มาเยือนด้วยมิตรไมตรี

ไม่นานนักพนักงานประจำศูนย์ศึกษาธรรมชาติและอนุรักษ์ป่าชายเลนเปิดประตูไม้คร่ำคร่าออกช้าๆ เขายิ้มบางๆให้ผมแล้วกล่าวทักทายเบาๆ แม้จะเป็นเพียงประตูไม้กั้นเล็กๆแต่ในความรู้สึกของผมแล้วประตูนั้นไม่ต่างอะไรกับโลกกว้างใบใหม่ที่ไม่เคยได้รู้จัก สะพานไม้ระแนงยกจากพื้นดินเลนเหนือขึ้นมาประมาณ๓เมตรทอดยาวก่อนจะแยกเป็นสองทางซึ่งถ้าดูจากแผนที่ด้านหน้าแล้วมันจะบรรจบโอบล้อมพื้นที่ป่าเอาไว้ด้วยกัน ระยะทางรวมประมาณ๒กิโลเมตรบวกกับอากาศบริสุทธิ์ เธอว่าไหมว่ามันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการเดินเล่นยามเช้ามากทีเดียว

ผมยืนหันซ้ายหันขวาเลือกทางเดินอยู่ระหว่างกลางของสะพานไม้แคบๆ ก่อนจะหลับตาลงแล้วให้ทิศทางลมเลือกเองว่าควรเดินไปทางใด ถ้าเธออยู่กับผม ผมคงจะให้เธอเป็นคนเลือกเดินนำไปก่อนแล้วค่อยเดินตามแบบทุกครั้งที่เราไปไหนด้วยกัน แต่คราวนี้เธออยู่ไกลจากผมนัก ผมจึงใช้ลมเป็นคนนำทางแทน...เธอคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม

เส้นทางที่สายลมเลือกอยู่ทางด้านซ้ายมือ สะพานไม้แล่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อปลายเท้าของผมก้าวย่างไปสัมผัสมัน ขอบกั้นเก่าๆแต่แข็งแรงกันมิให้คนเดินตกลงไปแต่ก็ไม่สามารถกั้นกิ่งโกงกางที่โน้มเอียงลงมาได้ ใบไม้สีเขียวแก่โบกพลิ้วอยู่กับกิ่งก้านรุ่ยร่ายระเกะระกะล้อเล่นกับลมเย็นโชยกลิ่นเค็มอันเป็นเอกลักษณ์ของทะเล ผมยืนสูดเจ้ากลิ่นที่ว่านั้นอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเดินต่อไปกับสะพานที่ทอดยาวโค้งมนโดยสองข้างทางรายล้อมด้วยหมู่ไม้ชายเลน บรรยากาศเขียวขจีทำให้การเดินเล่นไม่เหน็ดเหนื่อยอย่างที่คิด แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้สีเขียวอ่อนแต้มสะพานสีน้ำตาลให้เป็นจุดสีเหลืองทองราวกับจะนำทางผมเข้าสู่โลกที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์เป็นเพียงมดตัวจ้อย ธรรมชาติเท่านั้นที่กำหนดให้มนุษย์เป็นไป และไม่มีใครอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของมัน

ผมเดินไปเรื่อยๆจนเจอจุดหยุดพัก ขาที่เริ่มอ่อนล้าส่งเสียงประท้วงดังลั่นผมจึงหยุดนั่งพักสักครู่เพื่อชมธรรมชาติให้เต็มอิ่ม ถ้าเธออยู่ด้วยคงยิ้มบางๆบอกผมว่าเหนื่อยเร็วอีกแล้ว แต่ผมไม่ถือสาเธอหรอกนะ ในเมื่อทุกครั้งที่เธอบ่นเธอจะหยุดนั่งเป็นเพื่อนผมนี่นา

หลังคากระเบื้องเก่าจนสีซีดและม้านั่งยาวซึ่งเป็นจุดหยุดพักนั้นอยู่ประมาณค่อนหนึ่งของทางเดินด้านซ้าย ข้างๆเป็นต้นไม้ที่ผมไม่รู้ชื่อ เสียงนกตัวน้อยเจื้อยแจ้วเจรจาเสียงแหลมดังอยู่ไม่ห่างนัก มันคงจะมาอาศัยอยู่ที่ต้นไม้ต้นนี้เป็นแน่ น่าเสียดายที่ที่ตรงนี้ผมไม่ได้ถ่ายรูปมาฝากเธอเพราะมัวแต่ฟังเสียงนกจนเพลิน หลังจากนั้นผมก็รอให้ความเมื่อยหายไปด้วยการสะบัดขาไปมาสองสามที ไม่นานนักก็ได้เวลาออกเดินทางต่อแล้วยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไรใบไม้ที่ซ้อนทับกันก็หนายิ่งขึ้น ผมไม่สามารถบอกได้หรอกนะว่ามันเป็นเงาดำมืดแบบอุโมงค์ต้นไม้เพราะก็ยังมีแสงสว่างเหลืออยู่มาก แต่ถ้าเทียบกับทางเข้าคงเทียบได้ประมาณผืนน้ำริมหาดทรายกับท้องน้ำกลางทะเลลึก หากจะบอกว่าน่ากลัวก็ใช่ แต่ความสวยงามที่ดึงดูดนั้นมีมากกว่าความน่ากลัวหลายเท่านัก ผมเคยได้ยินว่าที่ป่าชายเลนจะมีลิงแสม แต่เท่าที่เดินผ่านมาผมยังไม่เห็นเจ้าจ๋อที่ว่านั่นสักตัว สงสัยมันคงกลัวผมจนหนีไปหมดแล้วมั้ง

....ล้อเล่นนะ จริงๆแล้วตอนก่อนจะเดินเข้ามาข้างในผมได้ถามเจ้าหน้าที่แล้ว เขาบอกว่า ลิงแสมน่ะที่นี่ไม่มีหรอก เพราะว่าเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่ไม่ใหญ่ แล้วพูดกลั้วหัวเราะต่อว่า แต่ถ้าอยากดูลิงชนิดอื่นล่ะก็ ให้ไปดูที่เขาสามมุขนู่น เพราะที่นั่นมีลิงให้ดูนับร้อยเลยทีเดียว เธออยากดูลิงไหม ไว้คราวหน้าถ้าเธอมากับผม นอกจากที่นี่แล้วผมจะพาเธอไปเขาสามมุขนะ เพราะว่าที่นั่นเองก็เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดชลบุรีที่หนึ่งเลยล่ะ

เอาล่ะนอกเรื่องมามากแล้วขอวกกลับมาที่ป่าชายเลนนี้เสียที ทางโค้งนอกสุดที่สะพานโอบล้อมกันนั้นเป็นทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา ผมเดินมาถึงนี่ใช้เวลาประมาณ๓๐นาที น้ำทะเลโดนแสงแดดยามสาย ส่องเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนคล้ายกระจกเงา
ผมลองชะโงกหน้าลงไปดูหวังจะเห็นปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆแต่ก็ไม่เป็นผล อาจจะเป็นเพราะแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้านั้นทำให้ผมตาพร่าก็ได้ ที่ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ทางศูนย์ศึกษาธรรมชาติแห่งนี้ภูมิใจนำเสนอ ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับคำกล่าวของพวกเขา ภาพความงามตรงหน้าทำให้ผมเผลอใจลั่นชัตเตอร์เสียหลายรอบ กว่าจะหนำใจรูปในกล้องก็มีร่วม๒๐รูปเสียแล้ว

จริงๆแล้วรูปที่ผมเก็บมาฝากเธอก็เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความสวยงาม ณ ป่าชายเลนแห่งนี้ สิ่งที่ฉายอยู่บนรูปอย่างไรก็ไม่เท่าของจริง นอกจากเลนส์กล้องแล้วผมก็ใช้เลนส์ตาดื่มด่ำบรรยากาศงดงามนี้เสียจนเต็มอิ่ม และเก็บไปฝากเธอได้อีกเป็นกระบุง แน่นอนว่า ได้เจอเธอเมื่อไร รับรองเธอต้องได้ฟังคำพร่ำเพ้อของผมจนเบื่อกันไปข้างหนึ่ง แต่ผมรู้นะว่าถึงเธอจะเบื่อแต่เธอก็ยินดีรับฟังคำบอกเล่าของผมใช่ไหม

ถัดจากทางโค้งมนที่เห็นทะเลก็กลับมาเป็นบรรยากาศเหมือนตอนเดินเข้ามาในป่าชายเลนแห่งนี้ มีเพียงผม..และป่า ค่อนข้างจะเหงาอยู่เหมือนกันแต่ก็เงียบสงบดี ผมเดินมาจนใกล้ถึงปากทางออกเกือบครบรอบแล้วก็ได้เจอกับสิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจ มันคล้ายๆอุโมงค์ที่อยู่ระดับเดียวกับผืนเลนยาวประมาณ๕๐เมตรเห็นจะได้ ปูนซีเมนต์สร้างเป็นท่อยาวด้านข้างเป็นกระจกใส ซึ่งผมเองได้ลองลงไปในนั้น ก่อนจะเข้าใจโดยพลันว่าเจ้านี่เป็นที่สำหรับลงมาดูป่าชายเลนยามน้ำขึ้น แต่ว่าระดับน้ำดูจะไม่สูงพอที่จะทำให้เห็นอะไรได้ผมก็เลยเดินผ่านมันมาอย่างรวดเร็ว

หลังจากพ้นอุโมงค์นั้นมาผมก็ได้เจอสิ่งมีชีวิตตัวน้อย เจ้าปูสีดำขลับกำลังคลุกเลนอยู่ หรือบางทีอาจกำลังไปเยี่ยมรูของเพื่อนบ้านก็ได้ มันเดินเอียงๆอยู่ก่อนจะหยุดราวกับรอให้ผมถ่ายรูปมาฝากเธอนายแบบตัวดำเมื่อมอวดก้ามสีเหลือบแดงของมัน แล้วเจ้าปูขี้อายก็วิ่งปรู๊ดหนีลงรูไปเมื่อผมจับภาพเอาไว้ได้เสร็จ

ผมกลับมายืนอยู่ตรงทางแยกในตอนแรกสุดอีกครั้งโดยออกมาจากทางขวามือ และหันกลับมามองภาพป่าแห่งนี้เพื่อขอบคุณสำหรับการเปิดโลกกว้างและประสบการณ์ใหม่ๆที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาของตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจ ไม่รู้ว่าอุปปาทานไปเองหรือเปล่า แต่ผมเห็นใบไม้สะบัดตามแรงลมราวกับกำลังโบกมืออำลา ผมลอบส่งยิ้มให้กับที่นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วก้าวจากมาพร้อมกับความรู้สึกเต็มอิ่ม...ที่ในเมืองไม่สามารถเติมเต็มผมได้

ตอนที่เธออ่านจดหมายฉบับนี้ผมอาจจะกำลังเดินทางไปท่องเที่ยวในที่ใหม่ๆ หรืออาจจะนอนหลับอยู่บนเตียงนิ่มในเมืองกรุงแล้ว เอาเป็นว่าหลังจากจดหมายฉบับนี้ส่งถึงมือเธอ อีกไม่นานผมจะกลับไปหาเธอ ไปบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยตัวผมเอง แล้วอย่าลืมรอรับผมด้วยรอยยิ้มนะ



คิดถึงเธอเสมอ

ผมเอง



อันนี้เป็นบทความสารคดีท่องเที่ยวที่เขียนส่งอาจารย์จริงๆในวิชา การเขียนสารคดี

ซึ่ง.....คะแนนออกมาน่าพอใจมากมาย ^__^ 18/20 สูงสุดในคลาสคือ19ซึ่งอลังการงานสร้างสวยงามเขียนดีโคตรๆ หมีปิ่นมีรูปน้อยๆประมาณห้ารูปฮ่ะ แถมไม่ใช่รูปถ่ายเอง /กร๊ากกกก ไม่มีรูปให้ดูเพราะว่ามันไม่อยู่ในเครื่องฮ่ะ

........และอ.ไม่รู้ว่ามันแอบวาย หุหุหุ


คอมเม้นท์จากอาจารย์

เนื้อหาและกลวิธีการเขียนน่าสนใจดีมาก มีแง่มุมเกี่ยวกับธรรมชาติ หากเพิ่มแง่มุมเกี่ยวกับ คน ลงไปบ้างก็จะมีแง่คิดที่เป็นสาระด้วย (สรุปคือ...มันไม่มีสาระใช่มั้ยฮ๊า)

การใช้ภาษาสอดคล้องกับเรื่อง


TALK:

- ช่วงนี้เวลา 70% ของชีวิตคือการเขียนฟิคทั้งหลาย

-ที่เหลือนอน

-บ้าคู่คุโรเฟย์ เรื่องสึบาสะอยู่

-......ไม่ใช่เรื่องที่เตะบอลนะ /เลวววว

-เอาบทความท่องเที่ยวมาลงกลบเกลื่อนที่เทะฟูลงช้า

-ตอนนี้มันได้15บรรทัดถ้วน

-ตัน...ดองต่อ

-อดไปงานคอมมิคเอ็กซ์โปร

-ต้องไปทำบุญบ้านปู่ที่ราชบุรี

-สาธุ


edit @ 2007/08/17 19:57:10
edit @ 2007/08/17 20:01:13


หมีปิ่น
View full profile